วันที่นำเข้าข้อมูล 15 ธ.ค. 2568

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 15 ธ.ค. 2568

| 1,012 view

ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอิตาลี

1. ภาพรวมความสัมพันธ์

ประเทศไทยและสาธารณรัฐอิตาลีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันโดยการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพการพาณิชย์และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2411 (ค.ศ. 1868) โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยและสาธารณรัฐอิตาลีมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมีความร่วมมือกันในหลายด้านแต่ยังมีลู่ทางที่จะพัฒนาให้แนบแน่นยิ่งขึ้นทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม Political Consultations ในระดับอธิบดีหรือปลัดกระทรวงการต่างประเทศในการนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯครั้งที่๓ณกรุงเทพฯในระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (เป็นกรณีพิเศษ) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 (ค.ศ. 2024)

 

2. ด้านการเมือง

ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายมีพลวัตที่ดีโดยมีการพบหารือในระดับการเมืองอย่างต่อเนื่อง

โดยนายอันเจลิโนอัลฟาโน (Angelino Alfano) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศสาธารณรัฐอิตาลีได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8 - 9 กุมภาพันธ์ 2561 (ค.ศ. 2018)ในขณะที่นายดอนปรมัตถ์วินัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบแทนการเยือนของอิตาลีโดยเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1 - 2 มีนาคม 2561 (ค.ศ.2018) และพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีได้พบหารือทวิภาคีกับนายจูเซปเปกอนเต (Giuseppe Conte) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลีในห้วงการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปครั้งที่๑๒ณกรุงบรัสเซลส์ราชอาณาจักรเบลเยียมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 (ค.ศ. 2018)
ในโอกาสครบรอบ๑๕๕ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี 2566 (ค.ศ. 2023) ได้มีการเยือนประเทศไทยของฝ่ายอิตาลี 2 ครั้งได้แก่ (1) นางสาวมารียาตรีโปดี (Maria Tripodi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศสาธารณรัฐอิตาลีได้เยือนประเทศไทยและเข้าพบหารือกับนายวิชาวัฒน์อิศรภักดีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 (ค.ศ. 2023) และ (2) นายวาเลนตีโนวาเลนตีนี (Mr. Valentino Valentini) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิสาหกิจและการผลิตในอิตาลีสาธารณรัฐอิตาลี ได้เยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 3 - 5 ตุลาคม 2566 (ค.ศ.2023) และเป็นผู้กล่าวเปิดงานเสวนา High-Level Dialogue on ASEAN-Italy Economic Relations  ครั้งที่ 7 ร่วมกับนายสีหศักดิ์พวงเกตุแก้วผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 (ค.ศ. 2023) รวมทั้งได้เข้าพบหารือกับนายอนุทินชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนางสาวพิมพ์ภัทราวิชัยกุลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 (ค.ศ. 2023) ด้วย

ล่าสุดนายเศรษฐาทวีสินนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐอิตาลีระหว่างวันที่ 17 - 21 พฤษภาคม 2567 (ค.ศ. 2024) เพื่อกระชับความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพและได้พบหารือกับนางสาวจอร์จาเมโลนีนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลีเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม 1567 (ค.ศ. 2024) นอกจากนั้นนาย Francesco Lollobrigidaรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรของอิตาลีได้เยือนประเทศไทยเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2567 (ค.ศ. 2024) เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการเกษตร

 

3.  ด้านความมั่นคง

ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐอิตาลีกับรัฐบาลราชอาณาจักรไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในมิติต่างๆอาทินโยบายด้านความมั่นคงและกลาโหมการวิจัยและพัฒนาการสนับสนุนสันติภาพและการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมตลอดจนการศึกษาและการฝึกอบรมทางทหารนอกจากนี้กระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐอิตาลีได้ส่งบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าร่วมงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศซึ่งจัดเป็นประจำทุก๒ปีที่ประเทศไทยครั้งล่าสุดระหว่างวันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน 2566 (ค.ศ. 2023) 

 

4.  ด้านรัฐสภา

สาธารณรัฐอิตาลีได้จัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาอิตาลี - ไทยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2564 (ค.ศ. 2021) หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนการเยือนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งนี้นาย Ciro Maschio ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาอิตาลี-ไทยได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17-18 มิถุนายน 2568 (ค.ศ. 2025)

 

5. ด้านการค้า 

สาธารณรัฐอิตาลีเป็นประเทศคู่ค้าลำดับที่ 26 ของประเทศไทยและเป็นลำดับที่๔ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปโดยในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 5,019.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยไทยส่งออก  2,155.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐและไทยนำเข้า  2,863.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกของประเทศไทยที่สำคัญได้แก่อัญมณีและเครื่องประดับเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบรถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ยาง

สินค้านำเข้าจากสาธารณรัฐอิตาลีที่สำคัญได้แก่เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดเครื่องประดับอัญมณีผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมและเสื้อผ้าสำเร็จรูป

 

6.  ด้านการลงทุน

 ปัจจุบันมีบริษัทอิตาลีประมาณ 100 บริษัทมาลงทุนในไทยโดยหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นคือบริษัท Ducati ซึ่งผลิตรถจักรยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและใช้เครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงและล่าสุด ได้เป็นโรงงานผลิตเพียงแห่งเดียวที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในอิตาลีเพื่อส่งออกรถจักรยานยนต์ไปทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและภูมิภาคอื่นๆนอกจากนี้มีบริษัท Vittoria (ยางรถจักรยาน) บริษัท Danieli (ชิ้นส่วนเครื่องจักร) บริษัท Cavagna (วาล์วถังแก๊ส) และบริษัท CNH Industrial (ยานยนต์ด้านเกษตรกรรม) ส่วนบริษัทไทยที่ลงทุนในอิตาลี ได้แก่ (1) บริษัท Central Retail Corporation (CRC) ได้ซื้อหุ้นบริษัท La Rinascente ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีเมื่อปี2554 (ค.ศ. 2011) (2) บริษัท Thai Union (TU) ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตปลาทูน่ากระป๋องภายใต้เครื่องหมายการค้า Mareblu ในอิตาลี (3) กลุ่มไมเนอร์กรุ๊ปได้เข้าซื้อกิจการโรงแรมเครือ NH ของอิตาลี (4) บริษัทเอสซีจีเคมิคอลล์จำกัดได้ลงทุนในบริษัท HTExplore S.R.L. ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้านการทดสอบสารเร่งปฏิกิริยาแบบให้ผลผลิตสูงสำหรับเม็ดพลาสติกและ (5) บริษัทบี.กริมเพาเวอร์จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ได้เข้าซื้อหุ้น ร้อยละ 100 ใน RES Company Sicilia S.r.l. ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนเพื่อศึกษาและดำเนินการเพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

 

7.  การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน 

 ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งสภาธุรกิจไทย - อิตาลีเมื่อปี 2558 (ค.ศ. 2015)  เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและเป็นช่องทางในการติดต่อโดยตรงระหว่างภาคเอกชน เพื่อหาลู่ทางส่งเสริมและแก้ไขอุปสรรคทางการค้าการลงทุนซึ่งปัจจุบันมีบริษัทสำคัญของประเทศไทยและสาธารณรัฐอิตาลีเป็นสมาชิกจำนวน 44 บริษัทโดยฝ่ายไทยได้แก่กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกลุ่มมิตรผล บริษัท Thai Union (TU) และเครือเจริญโภคภัณฑ์และฝ่ายอิตาลีได้แก่บริษัท Italmobiliare (ก่อสร้าง) บริษัท CNH Industrial (ยานยนต์ด้านเกษตรกรรม) และบริษัท Ducati (รถจักรยานยนต์) ที่ผ่านมา มีการพบหารือกันแล้ว๙ครั้งครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่เมืองฟลอเรนซ์สาธารณรัฐอิตาลีเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 (ค.ศ. 2024) นอกจากนี้คณะผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)และผู้แทนกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐอิตาลีเพื่อจัดกิจกรรม Roadshow ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตณกรุงโรมและสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทยระหว่างวันที่ 16 - 18 เมษายน 2566 (ค.ศ. 2023) เพื่อนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายสู่พื้นที่ EEC ให้กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของสาธารณรัฐอิตาลีรวมทั้งได้พบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของสาธารณรัฐอิตาลีกว่า 50 รายอาทิธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยาธุรกิจด้านการเงินและธุรกิจด้านการค้าการลงทุน

ล่าสุดสถานเอกอัครราชทูตณกรุงโรมได้ดำเนินโครงการส่งเสริมศักยภาพด้านการลงทุน
ในประเทศไทยแก่ภาคธุรกิจอิตาลีโดยได้เชิญผู้แทนภาคธุรกิจอิตาลีจากสภาหอการค้าอิตาลีและสภาอุตสาหกรรมอิตาลีเดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 13-16 พฤษภาคม 2568 และได้จัดกำหนดการให้ผู้แทนภาคธุรกิจอิตาลีเข้าร่วมงาน SUBCON Thailand 2025 รวมทั้งเข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับผู้บริหารหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยได้แก่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

8. ด้านการท่องเที่ยว

ในปี 2567 (ค.ศ. 2024) นักท่องเที่ยวอิตาลีเดินทางมาประเทศไทยจำนวน 267,474 คนและในปี 2568 (สถานะ ณ วัน 8 มิถุนายน 2568) มีจำนวน 135,771 คนในขณะที่ก่อนช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปสาธารณรัฐอิตาลีจำนวนปีละประมาณ 100,000 คน

ปัจจุบันประเทศไทยและสาธารณรัฐอิตาลีมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการเป็นเวลา 90 วันและตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 (ค.ศ. 2024) เป็นต้นไปบุคคลสัญชาติชาวอิตาลีได้รับสิทธิในการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจระยะสั้นโดยสามารถพำนักในราชอาณาจักรไทยได้ไม่เกิน 60 วัน (ผ.60) เป็นมาตรการฝ่ายเดียวของไทยและสามารถต่ออายุการพำนักได้อีก 30 วันที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (Thai Immigration Bureau) นอกจากนี้สาธารณรัฐอิตาลีเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่ประเทศไทยให้การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเพื่อการพำนักในราชอาณาจักรระยะยาว 10 ปี (Long Stay O-X)

 

9. ด้านการศึกษา

ปัจจุบันมีนักเรียนทุนรัฐบาลราชอาณาจักรไทยศึกษาในสาธารณรัฐอิตาลีจำนวน 2 คน (ทุนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)) นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทยได้มอบทุนการศึกษาให้แก่วิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยกรุงเทพภายใต้กรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปี 2549 (ค.ศ. 2006) รวมทั้งได้มอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทยเพื่อไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาโดยมีผู้แทนกรมยุโรปกระทรวงการต่างประเทศร่วมเป็นกรรมการสัมภาษณ์ทุนดังกล่าวด้วย

สถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยที่มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจกับสาธารณรัฐอิตาลีได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชโดยสาขาความร่วมมือทางวิชาการที่ระบุในบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยกับสาธารณรัฐอิตาลีมากที่สุดได้แก่การบริหารธุรกิจมนุษยศาสตร์และวารสารศาสตร์และสารนิเทศ

 

10.ด้านสังคมและวัฒนธรรม

สาธารณรัฐอิตาลีมีแผนที่จะเปิดสำนักงานวัฒนธรรมภายในสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทยเพื่อเป็นศูนย์การสอนภาษาอิตาลีและเผยแพร่วัฒนธรรมอิตาลีในประเทศไทยตลอดจนส่งเสริมให้คนไทยไปศึกษาต่อที่สาธารณรัฐอิตาลีขณะที่ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมต่างๆอาทิการแสดงวัฒนธรรมไทยเพื่อฉลองครบรอบ 150 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐอิตาลีที่โรงละคร Teatro Argentina กรุงโรมสาธารณรัฐอิตาลีเมื่อ วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 (ค.ศ. 2018) และกิจกรรมเทศกาลอาหารไทยที่สถาบันอาหาร Gambero Rosso Città del Gusto กรุงโรมสาธารณรัฐอิตาลีเมื่อ วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 (ค.ศ. 2018) นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 27-29 มิถุนายน 2568 (ค.ศ. 2025) สถานเอกอัครราชทูตณกรุงโรมและทีมประเทศไทยได้ร่วมกันจัดงานเทศกาลไทยที่ PalaOlimpia AGSM Forum เมืองเวโรนาโดยภายในงานเทศกาลไทยได้มีการนำเสนอการแสดงทางวัฒนธรรมไทยที่หลากหลายมาจากภูมิภาคต่างๆของไทยการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยและผลไม้ไทย

การจำหน่ายอาหารไทยและผลิตภัณฑ์จากไหมไทยการสาธิตมวยไทยการนวดแผนไทยโบราณและหัตถกรรมไทย

 

11. ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (Geo-Informatics and Space Technology Development Agency: GISTDA) และ Italian Space Agency ได้ร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนภาพถ่ายทางอากาศรวมทั้งการร่วมติดตั้งระบบสัญญาณดาวเทียมระบบเรดาร์ COSMO-Skymed เพื่อใช้ในกิจการบริหารจัดการน้ำ